รีไฟแนนซ์รถยนต์อย่างไรให้คุ้มค่า ได้เงินก้อนเหลือใช้กลับมา

27 Dec 2018



รถยนต์ เป็นพาหนะที่ช่วยให้สะดวกสบายในการเดินทาง แต่แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจซื้อแล้วอาจจะมาพร้อมภาระการผ่อนชำระที่เกิดขึ้นในทุกๆ เดือน ซึ่งเมื่อซื้อรถยนต์ไปสักพักอาจประสบปัญหาเงินไม่พอเพราะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ประดังเข้ามาเต็มไปหมดหลายคนก็เลือกที่จะ ‘รีไฟแนนซ์’ เพื่อให้การเงินคล่องตัวมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะมาแนะนำความรู้เรื่องการรีไฟแนนซ์รถยนต์ให้กับคุณ

การรีไฟแนนซ์รถ คืออะไร

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ มีลักษณะคล้ายกับการรีไฟแนนซ์บ้าน คือการที่ผู้เช่าซื้อรถยนต์ได้ทำการกู้เงินก้อนใหม่เพื่อไปใช้หนี้ก้อนเก่าซึ่งอาจจะได้ประโยชน์ที่ดีกว่าเดิม ได้ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ หรือได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเดิม ก่อนที่เราจะปิดบัญชีเพื่อนำรถมารีไฟแนนซ์ใหม่ผู้เช่าซื้อต้องคำนวณว่า ดอกเบี้ยคงเหลือตามสัญญากู้เดิมเมื่อนำมาหักส่วนต่างดอกเบี้ยที่จะทำการกู้ใหม่ว่าคุ้มหรือเปล่าไม่ว่าจะเป็นการรีไฟแนนซ์ที่เดิมหรือที่ใหม่ เมื่อธนาคารพิจารณาอนุมัติให้จัดทำสินเชื่อใหม่ก็เริ่มผ่อนชำระใหม่ โดยเริ่มนับเวลาใหม่เป็นการชำระเดือนที่ 1 ไปจนครบงวดที่กำหนดไว้

ตัวอย่างเช่น
นาย ก. ซื้อรถยนต์ 800,000 บาท ดาวน์ไปแล้ว 200,000 บาท ต้องผ่อนอีก 600,000 บาท
ธนาคารคิดดอกเบี้ย 4% ต่อปี ระยะผ่อนชำระ 7 ปี (84 เดือน)
ดอกเบี้ยที่เราต้องส่งตลอด 7 ปี คือ 600,000 x 4% = 24,000 x 7 ปี = 168,000 บาท

ทำให้มีเงินที่ต้องผ่อนชำระคืนธนาคารทั้งหมด 768,000 บาท ผ่อนชำระ 84 เดือน
เท่ากับ ต้องผ่อนชำระรถยนต์เดือนละ 768,000/84 = 9,143 บาท
 
เมื่อเราผ่อนรถยนต์ไปเป็นเวลา 3 ปี รถคันนี้จะเหลือวงเงินค้างธนาคารอยู่ 470,852 บาท (800,000 - (9,143 x 36) = 470,852 บาท)
 
แต่เมื่อให้ธนาคารลองประเมินราคารถของเรา รถของเราอาจจะสามารถรีไฟแนนซ์ได้ในราคา 600,000 บาท เเละเมื่อยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์ใหม่ นาย ก. ก็จะเหลือเงินที่เป็นส่วนต่างอยู่ 129,148 บาท (ยอดใหม่ - ยอดค้างเดิม = 600,000 - 470,852  = 129,148 บาท)
 

รีไฟแนนซ์รถยนต์อย่างไรให้คุ้มค่า ได้เงินก้อนเหลือใช้กลับมา

 

ทำไมเราต้องรีไฟแนนซ์รถยนต์

การทำแบบนี้เป็นขั้นตอนที่ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลง เหลือเงินก้อนหมุนเวียนเพื่อใช้จ่าย เป็นอีกทางเลือกดีๆ ของหลายคนที่กำลังผ่อนรถอยู่ในปัจจุบัน และข้อดีอีกอย่างของการรีไฟแนนซ์รถยนต์ คือเป็นการกู้เงินที่ดีกว่ากดเงินสดจากบัตรเครดิต เพราะดอกเบี้ยนั้นถูกกว่ามาก โดยดอกเบี้ยของการรีไฟแนนซ์รถยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 % ส่วนดอกเบี้ยของบัตรเครดิตอยู่ที่ประมาณ 20% ขึ้นไป
 

เตรียมตัวรีไฟแนนซ์รถ

หลายคนอยากรีไฟแนนซ์รถยนต์แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นแบบไหนดี เรามาดูกันว่าถ้าอยากจะรีไฟแนนซ์รถยนต์นั้น เราสามารถทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งแบ่งได้เป็นสองกรณี ได้แก่

1.กรณีอยู่ระหว่างผ่อนชำระ

สามารถรีไฟแนนซ์ได้กับธนาคารเดิม หรืออาจจะรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ก็ได้

รีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่
ข้อดี

  • ดอกเบี้ยมีโอกาสถูกกว่าธนาคารเดิม
  • ยื่นกู้ได้ง่ายขึ้น เพราะธนาคารใหม่มีโอกาสให้เงื่อนไขดีกว่าธนาคารเดิม

ข้อเสีย

  • หลังจากย้ายธนาคารจะต้องเสียค่าโอนเล่ม ค่าตรวจสภาพรถยนต์ ค่าอากรแสตมป์อีกรอบ ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น


รีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิม
ข้อดี

  • การรีไฟแนนซ์ที่เดิม มีโอกาสผ่านง่ายกว่าที่ใหม่หากมีประวัติในการผ่อนชำระดี
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องเสียค่าโอนย้ายกรรมสิทธิ์

ข้อเสีย

  • เพราะเป็นธนาคารเดิมทำให้อาจไม่ได้ทางเลือกที่ดีที่สุด

2. กรณีผ่อนชำระเสร็จเรียบร้อยแล้ว

มีรถที่ปลอดภาระและต้องการนำมาขอกู้เงินเรียกว่าการ “จำนำทะเบียน” โดยสามารถนำเล่มทะเบียนไปค้ำประกันได้ จากนั้นก็ขอกู้เงินแบบไม่ต้องเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียน หรืออีกแบบคือการขอกู้จากธนาคารด้วยการยอมเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียน

ส่วนขั้นตอนในการยื่นรีไฟแนนซ์นั้นสามารถทำได้ด้วยตนเองนั้น สามารถทำผ่านดีลเลอร์ของธนาคารก็ได้เช่นกัน
 

รีไฟแนนซ์รถยนต์อย่างไรให้คุ้มค่า ได้เงินก้อนเหลือใช้กลับมา

 

รีไฟแนนซ์รถยนต์ให้คุ้มค่า ควรรู้อะไรอีกบ้าง​

  • ปัจจัยเกี่ยวกับรถยนต์

รถยนต์ที่รีไฟแนนซ์ไม่ได้ หรือได้แต่ได้ยอดน้อยมาก มักเป็นรถที่อายุเกิน 16 ปี และรถยนต์ที่รีไฟแนนซ์ได้ราคาค่อนข้างดี คือ รุ่นยอดนิยม เช่น Honda, Toyota, BMW, Benz เป็นต้น

  • อุปสรรคที่พบในผู้กู้

ในฐานะผู้กู้เองก็มีอุปสรรคบางอย่างที่อาจพบได้ เช่น ฐานเงินเดือนน้อย หรือมีการติดเครดิตบูโร ทำให้ได้ยอดเงินที่ไม่สูงมาก เอกสารไม่ครบ หรือเพิ่งทำงานได้ไม่นานทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ

  • นำส่วนต่างจากการรีไฟแนนซ์มาต่อยอด

ถ้ามีเงินส่วนต่างที่เหลือจากการรีไฟแนนซ์รถยนต์ ก็สามารถนำมาต่อยอดลงทุนได้ เช่น ซื้อกองทุนรวม หรือเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูง เป็นต้น

  • เข้าใจว่ารีไฟแนนซ์รถยนต์นั้น มีความแตกต่างจากรีไฟแนนซ์บ้าน

ควรลองประเมินมูลค่ารถยนต์ดูก่อนว่ามูลค่ารถยนต์ในปัจจุบันของคุณมากกว่ายอดติดจำนองหรือเปล่า เพราะการรีไฟแนนซ์รถยนต์มีข้อที่แตกต่างจากการรีไฟแนนซ์บ้าน นั่นคือเมื่อเวลาผ่านไปมูลค่ารถยนต์จะค่อยๆ ลดลง แต่มูลค่าบ้านอาจจะเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เมื่อถูกประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกัน รถยนต์อาจมีมูลค่าน้อยกว่ายอดติดจำนอง จนทำให้เราไม่สามารถรีไฟแนนซ์ได้ เพราะเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง "ยอดหนี้ตัวรถยนต์" กับ "มูลค่ารถยนต์ที่ขอสินเชื่อได้ในเวลาปัจจุบัน" แล้วไม่คุ้มค่า เช่น
 
ยอดหนี้ตัวรถยนต์  600,000 บาท มูลค่ารถยนต์ที่ขอสินเชื่อได้ในเวลาปัจจุบัน วงเงิน 400,000 บาท
 
ทำให้เห็นว่า มูลค่ารถยนต์ที่ขอสินเชื่อได้ มียอดที่น้อยกว่าทำให้มีส่วนต่างที่ติดลบอยู่ 200,000 บาท และต้องขาดทุนเพิ่มเมื่อจะทำการรีไฟแนนซ์รถยนต์คันนี้
 

ข้อมูลจาก  krungsri.com


SHARE :

CONTACT US

เลขที่ 6/172 ม.7 ถ.ศรีนครินทร์ ต.บางเมือง
อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270

Tel: 020-733-788
E-mail: info@carlots.co.th
ฝ่ายรับซื้อ: 06-1714-4000 Line ID: @cl.buy
ฝ่ายขาย: 06-1714-5000 Line ID: @cl.sales